*** บทนำปรมัตถธรรม ๔ ***
จิตปรมัตถ์
จิต = เป็นธรรมชาติรู้อารมณ์ (อารมฺมณวิชานนลกฺขณํ) คือ
ได้รับอารมณ์อยู่เสมอนั้นเอง จึงเรียกว่า รู้อารมณ์ ดังแสดงวจนัตถะว่า
อารมฺมณํ จินฺเตตีติ = จิตฺตํ ธรรมชาติใด ย่อมรู้อารมณ์ คือ
ได้รับอารมณ์อยู่เสมอ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า จิต, หรืออีกนัยหนึ่ง
จินฺเตตีติ สมฺปยุตฺตธมฺมา เอเตนาติ = จิตฺตํ สัมปยุตตธรรม คือ
เจตสิกทั้งหลาย ย่อมรู้อารมณ์โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติ
ที่เป็นเหตุแห่งการรู้อารมณ์ของเจตสิกเหล่านั้น ชื่อว่า จิต, หรืออีกนัยหนึ่ง
จิตฺตี กโรตีติ = จิตฺตํ ธรรมชาติใดทำความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายให้วิจิตร
ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต
สิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งหมดที่วิจิตรพิสดารนั้น ก็เพราะอำนาจแห่งจิต คือ
จิตเป็นผู้ทำให้วิจิตรพิสดารขึ้น สัตว์ทั้งหลายที่วิจิตรนั้น ก็เพราะกำเนิดวิจิตร ,
กำเนิดวิจิตรเพราะการทำทางกาย วาจา ใจ วิจิตร, การกระทำทางกาย วาจา
ใจ ที่วิจิตรนั้นเพราะตัณหา คือ ความพอใจวิจิตร, ตัณหาวิจิตรก็เพราะสัญญา
คือ ความจำเรื่องราวต่าง ๆ วิจิตร, สัญญาวิจิตรก็เพราะจิตวิจิตร
ดังมีบาลีแสดงไว้ในปรมัตถทีปนีว่า จิตฺตวิจิตฺตตาย สญฺญาวิจิตฺตา,
สญฺญาวิจิตฺตตาย ตณฺหาวิจิตฺตา, ตณฺหาวิจิตฺตตาย กมฺมานิ วิจิตฺตานิ,
กมฺมวิจิตฺตตาย โยนิโย วิจิตฺตา, โยนิวิจิตฺตตาย เตสํ ติรจฺฉานคตานํ
วิจิตฺตตา เวทิตพฺพา
นักศึกษาทั้งหลายพึงทราบความวิจิตรของสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายนั้น
เพราะกำเนิดวิจิตร, กำเนิดวิจิตรเพราะการกระทำทางกาย วาจา ใจ วิจิตร,
การกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่วิจิตรนั้น เพราะตัณหาคือ ความพอใจวิจิตร,
ตัณหาวิจิตร ก็เพราะสัญญา คือความจำเรื่องราวต่าง ๆ วิจิตร,สัญญาวิจิตร
ก็เพราะจิตวิจิตร
สรุปความว่า ธรรมชาติของจิตนั้น มีอยู่ ๓ ประการ คือ
๑. มีการรับอารมณ์อยู่เสมอ
๒. เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์ได้คล้าย ๆ กับผู้นำ
๓. ทำให้สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตวิจิตรพิสดาร
ฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยท่านอรรถกถาจารย์
และท่านฎีกาจารย์ทั้งหลาย จึงได้แสดงความมหัศจรรย์ และความสำคัญ
ของจิตไว้มากมายแต่เฉพาะในปกรณ์นี้ จะยกขึ้นมาแสดง แต่พอสังเขปดังต่อไปนี้
ทิฏฺฐํ โว ภิกฺขเว จรณํ นาม จิตฺตนฺติ ? เอวํ ภนฺเต ตมฺปิ โข
ภิกฺขเว จรณํ นาม จิตฺตํ จิตฺเตเนว จิตฺติตํ เตนปิ โข ภิกฺขเว จรเณน
จิตฺเตน จิตฺตญฺเญว จิตฺตตรนฺติ.
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกนิกายมฺปิ สมนุปสฺสามิ เอวํ จิตฺตํ, ยถยิทํ
ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตา ปาณา, เตปิ โข ภิกฺขเว ติรนฺฉานคตา ปาณา
จิตฺเตเนว จิตฺติตา, เตหิปิ โข ภิกฺขเว ติรจฺฉานคเตหิ ปาเณหิ
จิตฺตญฺเญว จิตฺตตรํ
แปลความว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามว่า ภิกษุทั้งหลาย
รูปภาพอันวิจิตรชื่อว่า จรณะที่มีเผยแพร่อยู่ทั่วไปนั้น พวกเธอเห็นแล้วหรือ ?
เห็นแล้วพระเจ้าข้า ภิกษุทั้งหลายแม้รูปภาพที่วิจิตรถึงอย่างนั้น ก็เพราะ
จิตนั่นเองคิดขึ้น ภิกษุทั้งหลาย จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่วิจิตรยิ่งกว่ารูปภาพ
อันวิจิตรนี้ ภิกษุทั้งหลายบรรดาจำพวกสัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดมีอยู่ในโลก
ตถาคตไม่เคยเห็นว่า สัตว์เหล่าอื่นเหล่าใดที่จะวิจิตรเหมือนกับพวกเหล่า
สัตว์ดิรัจฉานนี้เลย ภิกษุทั้งหลายบรรดาจำพวกดิรัจฉานที่วิจิตรถึงเพียงนี้
ก็เพราะจิตนี้เองเป็นผู้กระทำให้วิจิตร ภิกษุทั้งหลายจิตนี้แหละวิจิตร
ยิ่งกว่าพวกดิรัจฉาน
จิตฺเตน นียติ โลโก จิตฺเตน ปริกสฺสติ
จิตฺตสฺส เอกธมฺมสฺส สพฺเพว วสมนฺวคู
กุศลจิตย่อมนำสัตวโลกไปสุ่สุคติภูมิ อกุศลจิตย่อมฉุดคร่าสัตวโลก
ให้ไปสู่อบายภูมิ, สัตว์ทั้งหลายย่อมมีปกติเป็นไปตามอำนาจแห่งจิต
จิตฺตนานตฺตมาคมฺม นานตฺตํ โหติ วายุโน
วายุนานตฺตโต นานา โหติ กายสฺส อิญฺชนา
จิตตชวาโยที่สามารถทำให้การยืน, เดิน, นั่ง, นอน เกิดขึ้นได้
ก็เพราะอาศัยความประสงค์ของจิตที่เป็นไปต่าง ๆ เป็นเหตุ ร่างกายที่กำลัง
เคลื่อนไหวเป็นไปต่าง ๆ ปรากฏขึ้นได้ เหมือนกับรูปหุ่นที่เขากำลังเชิดอยู่นั้น
ก็เพราะอาศัยความเป็นไปต่าง ๆ แห่ง จิตตชวาโย เป็นเหตุ
วิจิตฺตกรณา จิตฺตํ อตฺตโน จิตฺตตาย วา
จิตํ กมฺมกิเลเสหิ จิตํ ตายติ วา ตถา
จิโนติ อตฺตสนฺตานํ วิจิตฺตารมฺมณนฺติ จาติ
ชื่อว่า จิต เพราะทำให้กิริยาอาการวิจิตร (มุ่งหมายเฉพาะจิต ๓๒ ดวง)
หรือชื่อว่า จิต เพราะสภาพของตนเป็นวิจิตร (มุ่งหมายเอาจิตทั้งหมด ๘๙ ดวง)
วิปากจิต ชื่อว่า จิต เพราะกุศลกรรม อกุศลกรรมและกิเลสเหล่านี้เป็นผู้สั่งสม
หรือวิปากจิตชื่อว่า จิต เพราะย่อมรักษาไว้ซึ่งร่างกายที่เกิดจากกุศลกรรม
อกุศลกรรมและกิเลส วิญญาณใดย่อมทำให้ขันธสันดานเกิดขึ้นติดต่อกันโดย
ไม่ขาดสาย ฉะนั้น วิญญาณนั้นชื่อว่า จิต (มุ่งหมายเอาอกุศลและโลกียกุศลชวนะ)
(แปลอีกนัยหนึ่ง) วิญญาณใดย่อมทำให้สันดานตนเกิดขึ้นสืบต่อกันโดยไม่ขาดสาย
(มุ่งหมายเอาโลกียชวนะ ๔๗ ที่เป็นอาเสวนปัจจัยได้) วิญญาณใด มีอารมณ์
วิจิตรพิสดาร ฉะนั้น วิญญาณนั้นชื่อว่า จิต (มุ่งหมายเอาจิตทั้งหมด ๘๙ ดวง)
ความดับของจิตนี้ย่อมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ยากที่จะหาอะไรมา
เปรียบเทียบได้ ฉะนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเทศนาไว้ใน
อังคุตตรพระบาลีว่า
ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว อุปมาปิ น สุกรา ยาวลหุปริวตฺตํ จิตฺตนฺติ
ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เกิดดับอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ จึงหาข้ออุปมา
ที่จะยกขึ้นมาเปรียบเทียบได้โดยยากยิ่ง