ปรมัตถธรรม ๔
ตตฺถ วุตฺตาภิธมฺมตฺถา จตุธา ปรมตฺถโต
จิตฺตํ เจตสิกํ รูปํ นิพฺพานมิติ สพฺพถา
ในคำว่า อภิธัมมัตถสังคหะ นั้น เมื่อว่าโดยปรมัตถธรรมแล้ว
ไม่ว่าประการใด ๆ ย่อมมีเนื้อความของพระอภิธรรมอยู่เพียง ๔ ประการ
คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน
.คำอธิบาย
คาถานี้เป็นการรวบรวมการแสดงปรมัตถธรรม ๔ ประการ โดยลำดับ
ที่พระอนุรุทธาจารย์ ได้ยกขึ้นแสดงเป็นอารัมภบทในอภิธัมมัตถสังคหปกรณ์นี้
ปรมตฺถ แยกออกเป็น ๒ บท คือ ปรม + อตฺถ
ปรม = เป็นธรรมอันประเสริฐ คือ ไม่มีการผิดแปลกผันแปรอย่างใด
หรือเป็นธรรมที่เป็นประธานในอัตถบัญญัติ และนามบัญญัติทั้งปวง
อตฺถ = เป็นเนื้อความ คือ สภาพของรูปนามที่เป็นองค์ธรรมนั้นเอง
ฉะนั้น เมื่อรวมความทั้งสองบทนี้แล้ว คือ สภาพของนาม รูปที่เป็น
องค์ธรรมอันประเสริฐไม่มีการผิดแปลกผันแปรอย่างใด และเป็นธรรมที่เป็น
ประธานในอัตถบัญญัติ และนามบัญญัติชื่อว่า ปรมัตถ์
การแสดงธรรมที่เป็นความจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มีอยู่ ๒ ประการ คือ
๑. ทรงแสดงธรรมตามความเป็นจริงของสมมุติโวหาร ชื่อว่า
สมมุติสัจจะ ได้แก่ พระสูตร พระวินัย ปุคคลบัญญัติ
๒. ทรงแสดงธรรมตามความเป็นจริงของสภาวะ ชื่อว่า ปรมัตถสัจจะ
ได้แก่ พระอภิธรรม ๖ คัมภีร์ เว้นปุคคลบัญญัติ ดังมีสาธกแสดงไว้ใน
มโนรถปูรณีอรรถกถา ว่า
ทุเว สจฺจานิ อกฺขาสิ สมฺพุทฺโธ วทตํ วโร
สมฺมุติ ปรมตฺถญฺจ ตติยํ นุปลพฺภติ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่งกว่าบรรดานักปราชญ์ทั้งหลาย
ไม่ได้ทรงแสดงธรรมที่เป็นความจริงถึง ๓ ประการ ทรงแสดงเพียง ๒ เท่านั้น
คือ สมมุติสัจจธรรม ประการหนึ่ง และปรมัตถสัจจธรรม ประการหนึ่ง
การที่พระองค์ทรงแสดงสัจจะ ๒ ประการนี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่
เวไนยสัตว์ทั้งหลาย เพราะว่าเวไนยสัตว์บางเหล่านั้น ไม่เคยศึกษาเล่าเรียน
และสดับตรับฟังพระอภิธรรมในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ที่ได้ล่วงไปแล้ว
ฉะนั้น เวไนยสัตว์เหล่านั้น จึงมิอาจที่จะรับฟังปรมัตถธรรมได้ ด้วยเหตุนี้
พระองค์จึงทรงยกสมมุติสัจจะ คือ เรื่องต่าง ๆ ที่เวไนยสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น
จะพึงรู้ได้โดยง่ายขึ้นแสดงเป็นประธาน แล้วทรงยกปรมัตถสัจจะแสดง
ประกอบเป็นปริโยสาน
ส่วนเวไนยสัตว์เหล่าใด ที่ได้เคยศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมมาแล้ว
ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ที่ได้ล่วงไปแล้วนั้น เวไนยสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น
ก็มีปัญญาเพียงพอที่จะรับฟังปรมัตถธรรมได้ พระองค์จึงทรงยกปรมัตถสัจจะ
ล้วน ๆ ขึ้นเทศนาแก่บรรดาเวไนยสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น
จะเป็นอย่างไรก็ตาม การแสดงธรรมที่เป็นความจริงทั้ง ๒ ของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ย่อมเป็นประโยชน์แก่เวไนยสัตว์ทั้งสิ้น
ในสัจจะทั้ง ๒ นี้ สมมุติสัจจะมี ๒ ประการ คือ สมมุติสัจจะ
ที่พระองค์ทรงเทศนาไว้ใน พระสูตร พระวินัย ประการหนึ่ง สมมุติสัจจะ
ที่ชาวโลกใช้พูดกัน ประการหนึ่ง
สมมุติสัจจะทั้ง ๒ ประการนี้ แม้ว่าจะเป็นความจริงก็ตาม
แต่เป็นความจริงโดยสมมุติโวหารเท่านั้น เมื่อว่าโดยสภาวะองค์ธรรมแล้ว
ไม่มีความเป็นจริง หากแต่เป็นความจริงส่วนหนึ่งที่ป้องกันการก้าวล่วงมุสาวาท
ส่วนปรมัตถสัจจะนั้นเป็นธรรมที่มีจริง อันได้แก่ รูป นามทั้งสอง
ฉะนั้น การที่พระองค์ทรงแสดงสมมุติสัจจะไว้ในพระสูตรและพระวินัยก็ดี
ชาวโลกทั้งหลายที่นิยมใช้พูดกันอยู่โดยถูกต้องก็ดี ย่อมไม่เป็นมุสาวาท
แต่อย่างใด ดังมีสาธกบาลีแสดงไว้ในอังคุตตรอรรถกถา เอกนิบาต
ปุคคลวรรณนา ว่า
ตสฺมา โวหารกุสลสฺส โลกนาถสฺส สตฺถุโน
สมฺมุติ โวหรนฺตสฺส มุสาวาโท น ชายติ
เหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ฉลาดใน
สมมุติโวหารและเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย เมื่อทรงแสดงธรรมที่เป็น
สมมุติสัจจะแล้วก็ไม่เป็นคำมุสาวาทแต่อย่างใด