***
บทนำปรมัตถธรรม ๔ ***
ประณามและปฎิญญาของพระอนุรุทธาจารย์
สมฺมาสมฺพุทฺธมตุลํ
สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ
อภิวาทิย ภาสิสฺสํ อภิธมฺมตฺถสงฺคหํ
ข้าพระพุทธเจ้า (พระอนุรุทธาจารย์) ขอนอบน้อมถวายอภิวันทนาการ
แด่พระพุทธองค์ผู้ตรัสรู้เญยยธรรมทั้งหลายเอง ไม่มีผู้เปรียบปาน พร้อมด้วย
พระสัทธรรม และคณะพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้อุดมแล้ว จักแต่ง
คัมภีร์ที่มีนามว่า
อภิธัมมัตถสังคหะ ต่อไป
คำอธิบาย
คาถาบทนี้แสดงถึงประณาม คือ การกล่าวคำนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
และปฏิญญา คือ ความตั้งใจกล่าวคำรับรองว่าจะแต่งคัมภีร์นี้ ให้สำเร็จ
ตามที่ขอร้อง
ตามธรรมดาผู้ที่จะเริ่มแต่งปกรณ์นั้น จำเป็นจะต้องกล่าวคำนอบน้อม
แด่พระรัตนตรัยเสียก่อน เพื่อขอความคุ้มครองป้องกันอุปสรรคอันตรายต่าง ๆ
ไม่ให้เข้ามาขัดขวางในการแต่งปกรณ์นี้ สมดังคำที่กล่าวไว้ว่า
ปูชา จ ปูชนียานํ,
เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ พร้อมด้วยคำกล่าวรับรองว่าจะแต่งอภิธัมมัตถสังคหปกรณ์
ขึ้นแสดงไว้เป็นบทแรก ด้วยเหตุนี้จึงได้ยกคาถาบทว่า
สมฺมาสมฺพุทฺธมตุลํ
เป็นต้น
ที่พระอนุรุทธาจารย์แสดงการนอบน้อมพระรัตนตรัย (ประณาม)
ด้วยบทว่า
สมฺมาสมฺพุทฺธมตุลํ สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ อภิวาทิย และแสดง
คำปฏิญญาด้วยบทว่า
ภาสิสฺสํ อภิธมฺมตฺถสงฺคหํ นั้น เมื่อจำแนกบท
โดยสามัญแล้ว มี ๖ บทด้วยกัน คือ
สมฺมาสมฺพุทฺธํ, อตุลํ, สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ,
อภิวาทิย, ภาสิสฺสํ, อภิธมฺมตฺถสงฺคหํ
สมฺมาสมฺพุทฺธํ หมายความว่า ผู้ตรัสรู้เญยยธรรมทั้งปวงตามลำพัง
พระองค์เองอย่างถูกถ้วน ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธจำพวกเดียว
เป็นการปฏิเสธปัจเจกพุทธ สาวกพุทธะทั้งสอง
อตุลํ หมายความว่า หาผู้เปรียบปานมิได้ การที่พระอนุรุทธาจารย์
มาระลึกนึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ด้วยคำว่า
อตุลํ นี้ เป็นการสมควรยิ่ง
เพราะตามหลักธรรมดานั้น การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย
คือ ในสมัยหนึ่ง ๆ พระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น
ได้หลาย ๆ องค์ โดยไม่มีจำกัด แต่สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
คงอุบัติขึ้นได้เฉพาะแต่พระองค์เดียว โดยเหตุนี้ พระอนุรุทธาจารย์
มาระลึกนึกถึงพระคุณด้วยบทว่า
อตุลํ หาผู้เปรียบปานมิได้นี้
เป็นการเหมาะสมยิ่ง ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นได้ในสมัยหนึ่ง ๆ
มากกว่าหนึ่งพระองค์ได้แล้ว การระลึกนึกถึงด้วยบทว่า
อตุลํ นั้น
ก็ไม่เหมาะสม การที่พระอนุรุทธาจารย์มาระลึกนึกถึงพระคุณด้วยบทว่า
อตุลํ นี้
ก็เพราะมีความประสงค์ที่จะให้นักศึกษาทั้งหลายได้ทราบถึง
การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เมื่อจะอุบัติ
ขึ้นในสมัยใด ก็คงอุบัติขึ้นได้เฉพาะพระองค์เดียว จะอุบัติขึ้นถึง
๒ พระองค์ไม่ได้นั้นเอง
สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ หมายความว่า พร้อมด้วยพระสัทธรรมและ
คณะพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายซึ่งเป็นผู้อุดม การกล่าวคำนอบน้อมด้วยบทว่า
สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ นี้ คำว่า สสทฺธมฺม คือ พระธรรม คณุตฺตมํ คือ พระสงฆ์
สัทธรรมมี ๓ อย่าง คือ ปริยัติสัทธรรม ได้แก่ พระบาลีและอรรถกถา
ปฏิบัติสัทธรรม ได้แก่ การรักษาศีล, การถือธุดงค์, การเจริญสมถกรรมฐาน
และวิปัสสนากรรมฐานปฏิเวธสัทธรรม ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน ฌาน อภิญญา
อภิวาทิย หมายความว่า เป็นคำนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ด้วยบทว่า
สมฺมาสมฺพุทฺธมตุลํ สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ นั้นเอง
ภาสิสฺสํ หมายความว่า เป็นคำรับรองว่าจะแต่ง
อภิธมฺมตฺถสงฺคหํ หมายความว่า ตามที่ได้กล่าวคำรับรองไว้ว่า
จะแต่งนั้นก็ได้แก่ คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหปกรณ์ นี้เอง
ที่เรียกว่า อภิธัมมัตถสังคหปกรณ์ นั้น เพราะเป็นปกรณ์ที่
รวบรวมเนื้อความในอภิธรรม๗ คัมภีร์ย่อลงในปกรณ์นี้
คำว่า อภิธมฺมตฺถสงฺคห นั้น เมื่อแยกบทแล้วคงได้ ๔ บท คือ
อภิธมฺม +
อตฺถ +
สํ +
คห
อภิธมฺม = ธรรมที่พิเศษยิ่งกว่าพระสูตร ได้แก่ พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
อตฺถ = เนื้อความแห่งพระอภิธรรม ได้แก่ จิต, เจตสิก, รูป,
นิพพาน, บัญญัติ
สํ = โดยย่อ
คห = การรวบรวม
ฉะนั้น เมื่อรวมบททั้ง ๔ บทนี้แล้วเป็น
อภิธมฺมตฺถสงฺคห แปลว่า
การรวบรวมจิต, เจตสิก, รูป, นิพพาน, บัญญัติ ที่พระองค์ทรงแสดงไว้
ในอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ย่อลงในปกรณ์นี้ ฉะนั้นอาจารย์ทั้งหลายจึงเรียก
อภิธัมมัตถสังคหปกรณ์นี้ว่า "
อรรถกถานิ้วก้อย"